อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ดิฉันกล้าพูดได้ว่าคนกรุงเทพทั้งมวลหรือแม้แต่คนไทยส่วนใหญ่ รู้จักและเคยเห็ฯอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันมาแล้วทั้งนั้น
ทว่าจะหาคนที่เข้าใจความหมายและแม้แต่เคย ‘เข้าไป’ ภายในรั้วของอนุสาวรย์แห่งนี้ได้น้อยคนนัก
ด้วยความสำคัญในฐานะศูนย์กลางใหม่ของกรุงเทพมหานนครในยามที่บ้านเมืองเจริญรุดหน้าและขยายตัวมากขึ้น แทนที่วัดสุทัศน์เทพวรารามที่เคยเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครเมื่อแรกสถาปนากรุงใน พ.ศ. ๒๓๒๕ อนุสาวรย์ชัยสมรภูมิจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ (Landmark) ของกรุงเทพไปโดยปริยาย และยิ่งมีตัดเส้นทางการจารจรมากมายรายล้อมอนุสาวรีย์แห่งนี้ทั้งถนน, ทางด่วน, เส้นทางรถไฟฟ้า ก็ยิ่งตอกย้ำการทำหน้าที่เครื่องหมายของกรุงเทพมหานครให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดิฉันก็เช่นเดียวกับคนกรุงและคนไทยอีกมากมายที่มีโอกาสสัญจรไปในพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอยู่เนืองๆ ในฐานะบ้านนอกเข้ากรุงยังจำครั้งแรกที่ได้เห็ฯของจริงหลังจากพบเห็นแต่ในโทรทัศน์ได้ รู้สึกว่าของจริงช่างใหญ่โตน่าเกรงขามกว่าที่คิดไว้มากโข หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เฝ้ามองสังเกตุอนุสาวรย์แห่งนี้จากหลายๆแง่มุมและทิศทางอยู่หลายปี ไม่รู้ว่ามีใครสังเกตเช่นดิฉันไหมว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้นปิดประตูรั้วอยู่ชั่วนาตาปี ไม่เคยเปิด ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตข้างในนั้น
ประตูรั้วเตี้ยๆที่ล้อมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไว้นั้นจะเปิดเพียงวันเดียวในรอบปี ทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เพื่อต้อนรับผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งจะเดินทางมาวางพวงมาลาและทำพิธีรำลึกถึงทหารจำนวน 801 นายที่อยู่ภายในอนุสาวรีย์แห่งนี้
‘ทหารผ่านศึก’
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจและพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส อันเน่องมาจากการปรับปรุงพรมแดนไทยระหว่างอินโดจีนซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ในยุทธภูมิครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 160 นายพลีชีพเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ
24 มิถุนายน พ.ศ.2484 พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเดินทางมาวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ลริเวณจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธิน ซึ่งเดิมเรียกกันว่า ‘สี่แยกสนามเป้า’ และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีพอดีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้กระทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485
สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุลโดยมีแรงบันดาลใจห้าประการ คือปฏิบัติการของกองทัพทั้ง 4, ปฏิบัติการอย่างกล้าหาญของกำลังพลโดยเฉพาะ, อาวุธที่ทหารใช้สู้รบ, เหตุการณ์ที่สำคัญที่ต้องเปิดการสู้รบและความสนใจของประชาชน โดยมีนัยซ่อนอยู่ในรูปแบบ กล่าวคือ
ใช้ดาบปลายปืนห้าเล่มรวมกัน จัดตั้งเป็นกลีบแบบลูกมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นบน ส่วนคมของดาบหันออก ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับหินอ่อน มีความสูงประมาณ 50 เมตร ดาบปลายปืนส่วนด้ามตั้งเหนือเพดานห้องโถงใหญ่ ซึ่งใช้เก็บกระสุนปืนใหญ่บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในยุทธภูมิ
ด้านนอกตอนโคนดาบปลายปืน มีรูปปั้นหล่อทองแดง ขนาดสองเท่าคนธรรมดา ของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ศิลปินผู้ปั้นรูปเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่น สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข, แช่ม ขาวมีชื่อ ภายใต้การควบคุมของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
ด้านนอกของผนังห้องโถง เป็นแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต รายนามผู้ที่ได้รับการจารึกไว้มีทั้งสิ้น 160 นาย เป็นทหารบก 94 นาย ทหารเรือ 41 นาย ทหารอากาศ 13 นาย และตำรวจสนาม 12 นายจากกรณีพิพาทอินโดจีน จนถึงปัจจุบันแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิต และผู้สละชีพเพื่อชาติ รวมทั้งสิ้น 801 นายจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-2497 อาทิสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี
3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ไฟในกระถางทั้ง 4 มุมของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจะลุกโชติช่วง เหมือนจะเตือนสติคนไทยนับล้านที่สัญจรผ่านไปให้ประวิงถึงความเป้ฯชาติที่บรรพชนใช้เลือดเนื้อและชีวิตแลกมา


